วันพฤหัสบดีที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2554

วิธีเล่น Ukulele

เห็นว่ามีหลายท่านเป็นมือใหม่เพ่ิงหัดเล่น Uke โดยเฉพาะคนที่ไม่มีพื้นฐานการเล่นกีตาร์มาก่อน
อาจจะยังไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร  ผมจึงเรียบเรียงวิธีการอ่าน Tab เบื้องต้นมาให้ลองอ่านกันดูครับ
เพราะหากสามารถอ่าน Tab ได้  ก็จะช่วยให้สามารถหัดเล่น Uke ด้วยตัวเองได้อย่างสะดวกและ
ง่ายมากยิ่งขึ้นครับ  ตอนผมหัดเล่นกีตาร์ใหม่ๆ ก็รู้สึกแบบเดียวกกับทุกคนที่เป็นมือใหม่ในตอนนี้
คืออยากจะเล่นเป็นมากๆ   แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง
แต่พอได้รู้จักกับ Tab ก็ทำให้การหัดเล่นง่ายขึ้นเยอะมาก 
และก็มีความสุขกับการเล่นมากขึ้นโดยไม่ท้อเลิกเล่นไปเสียก่อน

Tab หรือ Tablature ก็คือรูปแบบของสัญลักษณ์ที่ใช้สำหรับการบันทึก และอ่านเสียงของ
เครื่องดนตรี
ที่เป็นพวกเครื่องสายโดยเฉพาะ  อันได้แก่  กีตาร์ หรือ Ukulele  มีลักษณะที่
คล้ายกับโน๊ตดนตรีมาตราฐาน
(Standard Notation/Score) ที่บันทึกลงในบรรทัด 5 เส้น 

แต่ Tab มีข้อดีกว่าตรงที่ว่านอกจากจะบอกว่าต้องเล่นโน๊ตเสียงอะไร? จังหวะเป็นยังไง? แล้ว  

Tab ยังบอกตำแหน่งในการวางนิ้ว และรวมไปถึงรายละเอียดของเทคนิคที่ใช้การเล่นอีกด้วย  

จึงทำให้เราสามารถอ่านและเล่นตาม Tab ได้ง่ายและเร็วกว่าโน๊ตมาตราฐานครับ



วิธีการเขียน Tab มีมากมายหลายรูปแบบ  แล้วแต่ว่าผู้เขียน Tab นั้น ๆ ต้องการจะสื่ออะไรให้กับ
ผูู้อ่าน 
หรือต้องการให้รายละเอียดอะไรกับผู้อ่านบ้าง  แต่ส่วนมากก็จะมีรูปแบบการเขียนที่ไม่ได้
แตกต่างกันมากนัก 
ในที่นี้ขอกล่าวถึงเพียง วิธีการอ่าน Tab พื้นฐานที่จำเป็นต้องรู้  6  ข้อ สำหรับ
ผู้เริ่มต้นหัดเล่น Ukulele
อันได้แก่...
1. เส้นแนวนอนบน Tab ก็คือตัวแทนของสายบน Ukulele

Tab สำหรับ Ukulele นั้นมีลักษณะเดียวกันกับ Tab ของกีตาร์  จะแตกต่างกันก็ตรงที่ Ukulele  มี
เพียง 4 สาย 
ในขณะที่กีตาร์จะมี 6 สาย แต่วิธีการอ่านและสัญลักษณ์ที่ใช้ส่วนใหญ่ก็จะเหมือนกัน

เส้นแนวนอนของ Tab 4 เส้น  จะแสดงถึงสายของ Ukulele ทั้ง 4 สายนั่นเอง 
ถ้าเราวาง Ukulele
หงายเอาไว้โดยให้ส่วนหัวชี้ไปด้านซ้ายมือ (ดังรูป)



เส้นแนวนอนเส้นบนสุดของ Tab ก็จะแสดงถึงสายที่ 1 ของ Ukulele ซึ่งหากตั้งเสียงตามมาตราฐาน
 C Tuning
เมื่อดีดสายเปล่าก็จะเป็นเสียง A  เส้นแนวนอนเส้นที่สองถัดมาก็จะแทนสายที่ 2 เสียง E

ส่วนเส้นแนวนอนเส้นที่สามก็จะแทนสายที่ 3 เสียง C  และเส้นแนวนอนเส้นสุดท้าย
ก็จะแทนสายที่ 4 
ซึ่งก็คือเสียง G ตามลำดับ
2. การแบ่งห้องบน Tab และตัวเลขอัตราจังหวะของ (Time Signature)

Tab ในแต่ละบรรทัดจะแบ่งออกเป็นห้อง(Bar) เพื่อให้อ่านได้ง่าย  โดยจะกั้นแต่ละห้องด้วยเส้นแนวตั้งเล็ก ๆ
โดยมีตัวเลขกำกับเอาไว้ในแต่ละห้องเพื่อให้ง่ายต่อการอ้างถึง (ดูตัวเลขสีแดง)
ซึ่งในบางครั้งก็อาจไม่มีตัวเลขกำกับเอาไว้ทุกห้องเพื่อความสวยงามและไม่แกะกะสายตา 
จึงอาจจะแสดงตัวเลขห้องกำกับเอาไว้เพียงบางห้องเท่านั้น



ส่วนเจ้าตัวเลข 4/4 ที่เขียนกำกับไว้ในห้องที่ 1 นั้นจะแสดงให้ทราบถึงอัตราจังหวะ (Time Signatiure)
ของเพลงนั้น ๆ ว่าเล่นด้วยอัตราจังหวะแบบใด  ถ้าไม่มีการเขียนกำกับไว้ที่ห้องอื่นอีกก็ให้ถือว่าให้เล่น

อัตราจังหวะเดียวกับห้องที่ผ่านมา  เลข 4 ตัวบนแสดงถึงจำนวนของจังหวะ(Beat) ที่มีในหนึ่งห้อง
ในที่นี้ก็คือ “มี 4 จังหวะในหนึ่งห้อง”  เลข 4 ตัวล่างแสดงถึงประเภทของโน๊ตที่ใช้เดินจังหวะ 
ซึ่งในที่นี้เลข 4 ตัวล่างแสดงว่าใช้ Quater Note หรือ โน๊ต 1 จังหวะในการเดินจังหวะของเพลง
สำหรับมือใหม่อาจ
ยังไม่ต้องกังวลกับเรื่องอัตราจังหวะนี้นะครับ 
เดี๋ยวจะพาให้งงกันไปใหญ่  เพียงแค่พอให้รู้ว่ามันคือ
ตัวเลขแสดงอะไรก็พอ
3. ตัวเลขที่อยู่บนเส้นแนวนอนของ Tab จะบอกให้รู้ว่าต้องกดที่ช่องใด และดีดที่สายใด



ตัวเลขที่อยู่บนเส้นทั้ง 4 ของ Tab จะบอกถึงตำแหน่งช่องหรือเฟลต (Fret) บนคอ Ukulele ที่จะต้องกด
และดีดที่สายนั้น ๆ  นั่นเอง  เช่นจากรูปข้างบน   ในห้องที่ 1  มีเลข 0, 2, 4 และ 5 อยู่บนเส้นที่แสดงถึง

สายที่ 3 ของ Ukulele ก็จะสามารถอ่าน Tab ออกมามีความหมายดังนี้ครับ

-  เลข 0 อยู่บนเส้นที่ 3 ก็แปลว่า ไม่ต้องกดอะไรเลยบนสายที่ 3   แล้วก็ดีดสายที่ 3 หนึ่งครั้ง 

   (ซึ่งก็คือให้ดีดสายที่ 3 เปล่า ๆ หนึ่งครั้งนั้นเอง)

-  เลข 2 อยู่บนสายที่ 3 ก็แปลว่า ให้ใช้นิ้วกดสายที่ 3 ในช่องที่ 2  แล้วก็ดีดสายที่ 3 หนึ่งครั้ง 

-  เลข 4 อยู่บนสายที่ 3 ก็แปลว่า ให้ใช้นิ้วกดสายที่ 3 ในช่องที่ 4  แล้วก็ดีดสายที่ 3 หนึ่งครั้ง

-  เลข 5 อยู่บนสายที่ 3 ก็แปลว่า ให้ใช้นิ้วกดสายที่ 3 ในช่องที่ 5  แล้วก็ดีดสายที่ 3 หนึ่งครั้ง

ส่วนเส้นที่แสดงถึงสายอื่น ๆ ไม่มีตัวเลขอะไรอยู่เลย ก็แสดงว่าไม่ต้องกดหรือดีดในสายนั้น ๆ เลยครับ 

ซึ่งหมายความว่าในห้องแรกนี้สายอื่น ๆ ไม่ได้ถูกเล่นนั่นเอง

ถ้าเราลองอ่าน Tab แล้วเล่นตามในห้องที่ 1 เราก็จะเล่นออกมาเป็นโน๊ต 4 ตัว คือ โด, เร, มี, ฟา ครับ

ใครลองแล้วไม่ได้ตามนี้  แสดงว่าอ่าน Tab ผิดแล้วล่ะครับ
ลองกลับไปค่อย ๆ อ่านทวนแล้วลองใหม่อีกทีนะครับ

ในห้องที่ 2 จะแสดงตัวอย่างตัวเลขที่อยู่บนเส้น Tab ที่ให้เล่นโน๊ตหลายตัวพร้อม ๆ กัน ตัวอย่างแรก

มีเลข 3 อยู่บนสายที่ 1 ก็แปลว่าให้กดช่องที่ 3 บนสายที่หนึ่ง  และมีเลข 0 อยู่บนสายที่ 2, 3 และ 4

ก็หมายถึงให้ดีดสายเปล่าสายที่ 2, 3 และ 4 ตำแหน่งตัวเลขทั้งหมดอยู่ตรงกันในแนวตั้ง
ก็คือให้เล่นไปพร้อม ๆ กันในจังหวะเดียวกัน ซึ่งในที่นี้ก็คือการจับคอร์ด C แล้วดีดสายทั้ง 4 เส้น
พร้อม ๆ กันนั่นเองครับ  ถัดมาก็เป็รูป Tab ที่ให้จับคอร์ด Am, Dm และ G7
แล้วดีดสายทั้ง 4 เส้นพร้อม ๆ กันตามลำดับ
4. เส้นกำกับจังหวะของ Tab จะบอกให้รู้ว่าต้องเล่นเสียงนั้น ๆ นานเท่าใด

นอกจากตัวเลขบนแต่ละเส้นของ Tab จะบอกให้เรารู้ว่าจะต้องดีดสายใดช่องไหนแล้ว 
ยังสามารถบอก
ความยาวของเสียงที่เล่นในแต่ละโน๊ตได้ด้วย “เส้นกำกับจังหวะ” 



ห้องที่ 1 :   มีเลข 3 อยู่บนสายที่ 1 แล้วไม่มีเส้นกำกับจังหวะใดใด ด้านล่าง  หมายความว่ากดสายที่ 1
   
                ในช่องที่ 3 และให้ดีดสาย 1 ให้เสียงดังนานเป็นเวลา 4 จังหวะ (ดีดแล้วนับ1...2...3...4...)
   
                เปรียบเทียบได้กับ “โน๊ตตัวกลม” ในระบบโน๊ตมาตราฐาน

ห้องที่ 2 :   สังเกตดูจะมีเส้นกำกับจังหวะ เป็นขีดเส้นสั้น ๆ ในแนวตั้ง อยู่ข้างใต้บรรทัดของ Tab
        
               หมายความว่ากดสายที่ 1 ในช่องที่ 3 และให้ดีดสาย 1 ให้เสียงดังนานเป็นเวลา 2 จังหวะ
                 (ดีดแล้วนับ1...2...) เปรียบเทียบได้กับ “โน๊ตขาว” ในระบบโน๊ตมาตราฐาน

ห้องที่ 3 :   สังเกตดูจะมีเส้นกำกับจังหวะ เป็นขีดเส้นยาว ๆ ในแนวตั้ง อยู่ข้างใต้บรรทัดของ Tab

                หมายความว่ากดสายที่ 1 ในช่องที่ 3 และให้ดีดสาย 1 ให้เสียงดังนานเป็นเวลา 1 จังหวะ
               (ดีดแล้วนับ1...) เปรียบเทียบได้กับ “โน๊ตดำ” ในระบบโน๊ตมาตราฐาน

ห้องที่ 4 :   สังเกตดูจะมีเส้นกำกับจังหวะ เป็นขีดเส้นยาว + เส้นเขบ็ด 1 เส้น อยู่ข้างใต้บรรทัดของ Tab

                หมายความว่ากดสายที่ 1 ในช่องที่ 3 และให้ดีดสาย 1 ให้เสียงดังนานเป็นเวลา 1/2 จังหวะ        
               (ดีดให้ได้ 2 ครั้งขณะนับ 1...) เปรียบเทียบได้กับ “โน๊ตเขบ็ด 1 ชั้น” ในระบบโน๊ตมาตราฐาน

ห้องที่ 5 :   สังเกตดูจะมีเส้นกำกับจังหวะ เป็นขีดเส้นยาว + เส้นเขบ็ด 2 เส้น อยู่ข้างใต้บรรทัดของ Tab

                หมายความว่ากดสายที่ 1 ในช่องที่ 3 และให้ดีดสาย 1 ให้เสียงดังนานเป็นเวลา 1/4 จังหวะ
                  (ดีดให้ได้ 4ครั้งขณะนับ 1...) เปรียบเทียบได้กับ “โน๊ตเขบ็ด 2 ชั้น” ในระบบโน๊ตมาตราฐาน


ห้องที่ 6 :   ถัดมาหากไปเจอที่เส้นกำกับจังหวะ  มีเครื่องหมาย “จุด” ( . ) อยู่ด้วย จะหมายความว่า

                ให้เพิ่มความยาวของเสียงที่เล่นไปอีกครึ่งหนึ่ง  เช่นแต่เดิมเล่นเป็น 1 จังหวะ ก็ให้เพิ่ม

                  ความยาวของเสียงไปอีกครึ่งหนึ่งก็คือ 1/2  จังหวะ  รวมแล้วโน๊ตนี้ต้องเล่นทั้งหมดนาน

                1 + 1/2 จังหวะนั่นเอง  แล้วแต่ว่าสัญลักษณ์ “จุด” นี้จะไปอยู่คู่กับเส้นกำกับจังหวะอะไร

                 ก็บวกคำนวณกันเอาเองละกันนะครับ

                และมียังลักษณะการเล่นบางประเภทที่มีการ “คร่อมจังหวะ”  คือ โดยปกติแล้วในหนึ่งจังหวะ
  
                เราอาจจะจะเล่น 1, 2, หรือ 4 โน๊ต    แต่ในบางเพลงกำหนดให้เล่นเป็น 3 โน๊ตในหนึ่งจังหวะ

               (หรืออาจจะเป็น 3 โน๊ตใน 1/2 จังหวะ)  เรียกว่า “Triplet” สัญลักษณ์จะมีขีดด้านล่างเชื่อมต่อ

                กันและมีเลข 3 กำกับเอาไว้   ซึ่งการเล่นโน๊ตในลักษณะแบบนี้อาจจะยากไปสำหรับมือใหม่
  
                 แต่หากเล่นได้แล้วจะทำให้เพลงที่เราเล่นมีความไพเราะและสวยงามขึ้นอีกมากมาย
5. สัญลักษณ์ การหยุด ของ Tab เพื่อให้รู้ว่าเมื่อไรต้องหยุดเล่น และหยุดนานเท่าใด

ในการเล่นเพลงแต่ละเพลงนั้นไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องเล่นให้เกิดเสียงโน๊ตอยู่ตลอดเวลานะครับ

ดนตรีจะเป็นดนตรีและมีความสวยงามได้   การหยุดเล่นในบางจังหวะนั้นก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิด

ความไพเราะของเพลง  บน Tab ก็จะมีสัญลักษณะให้รู้ว่าเมื่อใดต้องหยุดเล่นโน๊ต และหยุดนานเท่าใด




ห้องที่ 1 :   ถ้าเห็นสัญลักษณ์เป็นขีดทึบตามแนวนขวางเหมือนเครื่องหมายลบ (-) อยู่ใต้เส้น Tab ของ

                 สายที่ 2  นั่นคือสัญลักษณะที่แสดง “การหยุด” เล่นนาน 4 จังหวะ


ห้องที่ 2 :   แต่ถ้าเจ้าสัญลักษณ์เป็นขีดทึบตามแนวนขวางเหมือนเครื่องหมายลบ (-) ไปอยู่บนเส้น Tab

               ของสายที่ 3  นั่นคือสัญลักษณะที่แสดง “การหยุด” เล่นนาน 2 จังหวะ

ห้องที่ 3 :   สัญลักษณะที่เห็นอยู่ท้ายสุดของห้องที่ 3 คือสัญลักษณะที่แสดง “การหยุด” เล่น
        
                นาน 1 จังหวะ 


ห้องที่ 4 :   สัญลักษณะที่เห็นอยู่ท้ายสุดของห้องที่ 4 คือสัญลักษณะที่แสดง “การหยุด” เล่น

                นาน 1/2 จังหวะ

ห้องที่ 5 :   สัญลักษณะที่เห็นอยู่ท้ายสุดของห้องที่ 5 คือสัญลักษณะที่แสดง “การหยุด” เล่น

                นาน 1/4 จังหวะ
6. สัญลักษณ์แสดงเทคนิคการเล่น  เพื่อให้รู้ว่าใช้เทคนิคการเล่นอย่างไรในเสียงนั้น ๆ

นอกจากการอ่าน Tab จะทำให้เรารู้ว่าเล่นเสียงไหน ที่ตำแหน่งใด  นานเท่าใด  ต้องหยุดเมื่อใด

และหยุดนานเท่าไรแล้ว  ยังมีสัญลักษณ์บน Tab ที่จะช่วยบอกให้ผู้อ่านได้รู้ว่าโน๊ตหรือเสียงนั้นๆ

ใช้เทคนิคการเล่นอย่างไร  เพื่อให้สามารถได้เสียงที่เล่นออกมา และได้อารมณ์เพลง (Feeling)
เหมือนกับต้นฉบับ สัญลักษณ์เทคนิคการเล่นเบื้องต้นที่มือใหม่ควรรู้ได้แก่

ห้องที่ 1 :   ถ้าเห็นสัญลักษณ์เป็นเส้นโค้งเชื่อมต่อกันข้างบนระหว่างตัวเลข 2 ตัว  แสดงว่าให้เล่นโดย

                  ใช้เทคนิค Hammer On บางครั้งอาจจะมีตัวอักษรย่อ HO กำกับเอาไว้ให้ด้วย  ซึ่งวิธีการ
​​               เล่นก็คือ  เมื่อเล่นโน๊ตแรกแล้ว ในจังหวะต่อไปให้ใช้นิ้วกดลงไปในตำแหน่งของโน๊ตตัวที่
                 สองโดยไม่ต้องดีด  นั่นก็แสดงว่าทั้งสองโน๊ตจะต้องถูกกดอยู่บนสายเส้นเดียวกัน

               และโน๊ตตัวที่สองจะต้องมีเสียงสูงกว่าเสียงแรกเสมอ


              จากรูปตัวอย่างในห้องที่ 1   ให้เรากดสายที่ 1 ในช่องที่ 3   แล้วดีดสายที่ 1 ในจังหวะแรก

               (โดยที่นิ้วยังคงกดเสียงแรกค้างไว้)  ในจังหวะถัดมาให้กดสายที่ 1 ในช่องที่ 5 โดยไม่ต้อง

                ดีดสายที่ 1 อีกครั้ง
             

ห้องที่ 2 :   แต่ถ้าโน๊ตตัวแรกที่เล่นสูงกว่าโน๊ตตัวที่สอง  เทคนิคนี้จะเรียกว่า Pull Off บน Tab  จะใช้รูป

                สัญลักษณ์เป็นเส้นโค้งเชื่อมต่อกันข้างบนเหมือนกัน  และอาจจะมีอักษรย่อ PO กำกับไว้ให้
                 วิธีเล่นเทคนิคนี้จะตรงกันข้ามกับเทคนิคแรก  คือให้เราวางนิ้วเอาไว้ก่อนทั้งสองโน๊ตแล้วให้
               ดีดโน๊ตแรกก่อนในจังหวะที่หนึ่ง ในจังหวะถัดไปให้ยกนิ้วที่กดสายโน๊ตเสียงแรกออกเพื่อให้

               เกิดเสียงของโน๊ตตัวที่สองโดยไม่ต้องดีด


               จากรูปตัวอย่างในห้องที่ 2   ให้เราวางนิ้วกดสายที่ 1 ในช่องที่ 3 และช่องที่ 5 เอาไว้ก่อน

               แล้วดีดสายที่ 1 ในจังหวะแรก  ในจังหวะถัดมาให้ยกนิ้วที่กดสายที่ 1 ช่องที่ 5  ออก เพื่อ

               ให้เหลือนิ้วที่กดช่องที่ 3 ไว้เพียงช่องเดียว โดยไม่ต้องดีดสายที่ 1 อีกครั้ง

ห้องที่ 3 :   หากระหว่างตัวเลขสองตัวบนเส้น Tab มีเส้นเฉียงขีดเอาไว้  จะเป็นสัญลักษณ์ว่าต้องการ

                ให้เล่นด้วยเทคนิค Slide ครับ  ซึ่งมีอยู่ 2 แบบ คือ ถ้าเป็นเส้นเฉลัยงขีดขึ้นจะให้เล่นด้วย

               เทคนิค Slide Up เมื่อดีดโน๊ตแรกแล้วให้ลากนิ้วไปหาโน๊ตที่ 2 แล้วดีดโน๊ตที่ 2 อีกที  ซึ่ง

               โน๊ตตัวที่ 2 จะเป็นโน๊ตที่มีเสียงสูงขึ้นเสมอ แต่ถ้าเป็นเส้นเฉียงขีดลงจะให้เล่นด้วยเทคนิค
  
                Slide Down ก็เป็นในทางกลับกัน  คือให้ดีดโน๊ตแรกที่เป็นเสียงสูงก่อน  แล้วค่อยลากนิ้ว

               มายังโน๊ตตัวที่ 2 ซึ่งมีเสียงต่ำกว่า  แล้วดีดโน๊ตที่ 2 อีกครั้ง


               จากรูปตัวอย่างในห้องที่ 3  ให้เราวางนิ้วกดสายที่ 1 ในช่องที่ 3  แล้วดีดสายที่ 1 ในจังหวะ

               แรก  จากนั้นให้ลากเลื่อนนิ้วที่กดสายหนึ่งช่องที่ 3 อยู่นั้นไปยังช่องที่ 5   แล้วจึงดีดสายที่ 1

                อีกครั้งเป็นการเล่นเทคนิค Slide Up     ถัดมาก็เป็น Slide Down โดยเริ่มจากให้วางนิ้วไว้

               สายที่ 1 ช่องที่ 5 ก่อน แล้วดีดสายที่ 1 ในจังหวะแรก   จากนั้นก็ให้ลากนิ้วที่กดช่องที่ 5 อยู่

                ไปยังช่องที่ 3 แล้วดีดสายที่ 1 อีกครั้งครับ

ห้องที่ 4 :   สัญลักษณะที่เห็นอยู่ในห้องที่ 4 จะคล้าย ๆ กับเทคนิค Slide ในห้องที่ 3 แต่จะมีเส้นโค้ง ๆ

                เชื่อมโยงระหว่างข้างบนตัวเลข 2 ตัวเพิ่มขึ้นมา  วิธีการเล่นก็จะเหมือนกับเทคนิค Slide

               แต่จะต่างกันตรงที่ในจังหวะโน๊ตที่ 2 นั้นไม่ต้องดีด

ห้องที่ 5 :   หากว่าด้านล่างตัวเลขมีสัญลักษณะเป็นเส้นโค้งเชื่อมต่อมายังจังหวะถัดไป   คือสัญลักษณ์

               ที่แสดงการเล่นด้วยเทคนิค Link  วิธีการเล่นก็คือเมื่อเล่นโน๊ตแรกแล้ว  ให้กดนิ้วแช่เอาไว้

               อย่างนั้นจนครบเวลาของจังหวะที่ 2 ด้วย  และหากว่ามีสัญลักษณ์ Link ติดกันหลาย ๆ อัน

               ก็ให้กดแช่เอาไว้ให้เสียงของโน๊ตนั้น ๆ ดังยาวจนครบเวลาของจังหวะที่กำหนด


              
  จากรูปตัวอย่างในห้องที่ 5  ให้เราวางนิ้วกดสายที่ 1 ในช่องที่ 3  แล้วดีดสายที่ 1 และนับ

                หนึ่งจังหวะ  แลยังคงกดนิ้วแช่เอาไว้ให้เสียงของโน๊ตดังยาวไปอีกหนึ่งจังหวะด้วย    ก่อน

               ที่จะเปลี่ยนนิ้วมากดสายที่ 1 ช่องที่ 5 แล้วดีดสายที่ 1 เพื่อเล่นโน๊ตถัดมาหนึ่งจังหวะ และ

                กดนิ้วแช่เอาไว้ให้เสียงของโน๊ตดังยาวไปอีกหนึ่งจังหวะเช่นกัน
             แสดงให้เห็นสัญลักษณะบน Tab ที่แสดงการเล่นซ้ำ (Repeat) ครับ  ในห้องที่ 6 จะเป็นรูป

               สัญลักษณะแสดงถึงจุดเริ่มต้นของการเล่นซ้ำ (Repeat Open)  ส่วนในห้องที่ 7 จะเป็นรูป
              สัญลักษณะแสดงถึงจุดสิ้นสุดของการเล่นซ้ำ (Repeat Close)  ซึ่งก็หมายความว่าทุกห้อง

               ที่อยู่ระหว่างรูปสัญญลักษณ์ทั้งสองนี้ให้เล่นซ้ำอีกหนึ่งรอบ    หากจะให้เล่นซ้ำมากกว่าหนึ่ง

              รอบก็จะมีตัวเลขจำนวนรอบเขียนกำกับเอาไว้  เช่น ถ้าให้เล่นซ้ำ 3 รอบก็จะระบุไว้เป็น X 3
เพียงเข้าใจวิธีการอ่าน Tab เบื้องต้น 6 ข้อนี้  ก็เพียงพอแล้วสำหรับผู้เริ่มต้นฝึกหัดเล่น Ukulele ที่จะ
สามารถอ่าน แล้วเล่นตาม Tab นั้น ได้แล้วครับ  ถึงแม้ว่าสัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่อยู่บน Tab จะมีอีกเยอะ

แต่ส่วนใหญ่ก็มักไม่ค่อยได้พบเห็นกันบ่อยนักสำหรับ Tab เพลงทั่ว ๆ ไป  และความรู้ในการอ่าน Tab

พื้นฐานนี้ก็จะทำให้เราสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการอ่าน Tab ที่มีรายละเอียด และมีความซับซ้อนที่
มากขึ้นไปกว่านี้ได้

อ่านไปอ่านมาหลายท่านอาจจะเริ่ม “งง” อย่าเพิ่งท้อนะครับ  ลองพยายามค่อย ๆ อ่านทำความเข้าใจกันไป 
และหากลองเล่นตามไปด้วยจะได้ฟังเสียงที่แตกต่างกันในเทคนิคการเล่นแต่ละแบบ ก็จะยิ่งทำให้เข้าใจได้ง่ายมากยิ่งขึ้นครับ...    

เวลาหัดเล่นจาก Tab ในความเป็นจริงแล้ว ก็ไม่ถึงขนาดกับต้องซีเรียสนั่งนับจังหวะกัน
ให้ได้ตรงเป๊ะ ๆ หรอกครับ  หากมีต้นฉบับเพลงให้ฟังเราก็ฟังซ้ำ ๆ หลาย ๆ รอบ
เราก็จะรู้และจับจังหวะได้เอง  ในตอนเริ่มต้นฝึกเล่นจาก Tab ให้ใจเย็น ๆ ครับ
ค่อย ๆ หัดเล่นไปทีละห้องทีละห้อง อย่าเพิ่งใจร้อนรีบเล่นให้ได้จบเพลงเร็ว ๆ
อาจจะเริ่มจากเล่นด้วยจังหวะช้า ๆ ก่อนก็ได้  พอห้องไหนเล่นได้คล่อง
และเคยชินกับการวางนิ้วและการดีดแล้ว  ก็ค่อย ๆ เพิ่มความเร็วในการเล่น
ให้ตรงกับต้นฉบับ  เมื่อได้แล้วก็ให้ลองเปิดเพลงต้นฉบับ แล้วลองเล่นไปพร้อม ๆ
กับเพลงต้นฉบับดู  อาจจะทำให้ได้รู้ว่าเราอาจจะมี
บกพร่อง หรือข้อแตกต่างในจุดไหนบ้าง 
ก็ค่อย ๆ ปรับแก้กันไป  หรือบางทีเราก็อาจจะอยากเล่นในรูปแบบของเราตามอารมณ์
และความรู้สึกของเราเองก็ได้  โดยอาศัย Tab และเพลงต้นฉบับเป็นเพียงแนวทาง
เพื่อให้หัดเล่นได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้นเท่านั้น
ที่มา http://forum.ukeclub.net/viewthread.php?tid=289

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น